ไข่ไอโอดีนเกษตร
Iodine Enriched Eggs

           ปัญหาการขาดสารไอโอดีน เป็นปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งของประเทศไทยที่มีผลกระทบต่อศักยภาพของเยาวชนเป็นอย่างมาก ในประเทศไทยนั้นมีรายงานสภาวะของโรคขาดสารไอโอดีนเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2496 ซึ่งพบว่าในแถบภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือหลายจังหวัดเกิดสภาวะโรคดังกล่าวอย่างรุนแรง ส่วนในภูมิภาคอื่นของประเทศก็พบเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นภาคใต้ ภาคตะวันออก และภาคกลาง แต่การเกิดโรคไม่รุนแรงนัก
          ในปี พ.ศ. 2508 กระทรวงสาธารณสุขมีบทบาทต่อการแก้ไขปัญหาโดยได้ผลิตเกลือเสริมไอโอดีนขึ้นมาใช้เป็นครั้งแรกที่จังหวัดแพร่ และในจังหวัดใกล้เคียงที่มีปัญหาการขาดไอโอดีนค่อนข้างรุนแรง จากนั้นพบว่าปัญหาการเกิดโรคขาดสารไอโอดีนเริ่มลดลงตามลำดับ จากการสำรวจของกระทรวงสาธารณสุขเมื่อปี พ.ศ. 2539 พบว่าการขาดสารไอโอดีนโดยเฉลี่ยทั่วทั้งประเทศมีค่าประมาณร้อยละ 4.29 แต่อย่างไรก็ตามในบางพื้นที่ของภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็ยังมีอัตราโรคคอพอกมากกว่าร้อยละ 5 อยู่ ความพยายามในการแก้ไขปัญหาจึงยังคงดำเนินต่อไป ซึ่งนอกเหนือจากการเสริมไอโอดีนในเกลือแล้วยังมีการส่งเสริมให้บริโภคน้ำดื่มเสริมไอโอดีน น้ำปลา และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หรือการให้บริโภคเป็นแคปซูลในกรณีที่มีการเสี่ยงต่อการขาดสูง ๆ เช่น ในมารดาที่กำลังตั้งครรภ์ เป็นต้น
          มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยกลุ่มนักวิจัยของศูนย์วิจัยและพัฒนาการผลิตสัตว์ปีก และภาควิชาสัตวบาล พยายามที่จะเพิ่มทางเลือกให้แก่ประชาชนในการที่จะได้รับไอโอดีนจากอาหารอีกทางหนึ่ง โดยการเลือกทำวิจัยในไข่ไก่ เนื่องจากสามารถผลิตได้ง่ายมีราคาถูก และเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยโภชนะต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอย่างครบถ้วน
          งานวิจัยไข่ไอโอดีนเกษตรเริ่มขึ้นตั้งแต่กลางปี พ.ศ. 2539 เป็นต้นมา โดยได้เสริมไอโอดีนรูปแบบต่าง ๆ ในอาหารแม่ไก่ แล้วตรวจสอบดูว่าปริมาณไอโอดีนในฟองไข่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร


          งานวิจัยเกี่ยวกับการเสริมไอโอดีนในอาหารไก่ไข่นี้ ในต่างประเทศมีรายงานมาบ้างแต่ไม่มากนัก อีกทั้งยังมีวัตถุประสงค์ในการเสริมที่แตกต่างกันไป คือมีการเสริมในระดับที่สูงมาก ๆ เพื่อตรวจวัดระดับที่เกิดความเป็นพิษต่อร่างกายสัตว์ หรือ เสริมในอาหารไก่ไข่ควบคู่ไปกับการเสริมไวตามินอี เพื่อให้ได้ไข่ไก่ที่มีไอโอดีนและไวตามินอีสูง ซึ่งก็อ้างว่าสามารถช่วยลดโคเลสเตอรอลในกระแสเลือดของผู้บริโภคได้ หรือในบางงานวิจัยอาจใช้สาหร่ายทะเลผสมในอาหารไก่ไข่เพื่อเพิ่มปริมาณไอโอดีน แต่ต้นทุนค่าอาหารจะสูงขึ้นมากตามไปด้วย ซึ่งในการทดลองของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สรุปได้ว่า การใช้สารโปแตสเซี่ยมไอโอไดด์เป็นแหล่งของไอโอดีน โดยเสริมไอโอดีน 4 กรัมในอาหาร 1000 กิโลกรัม แต่เนื่องจากโปแตสเซี่ยมไอโอไดด์มีปริมาณไอโอดีนอยู่ 76% หรือในโปแตสเซี่ยมไอโอไดด์ 100 กรัม จะมีไอโอดีนอยู่ 76 กรัม ถ้าต้องการไอโอดีน 4 กรัม ต้องใช้โปแตสเซี่ยสไอโอไดด์ ในปริมาณ 5.25 กรัม จากการทดลองพบว่าในการเสริมที่ระดับนี้จะช่วยให้ปริมาณไอโอดีนในฟองไข่เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 130 ไมโครกรัมโดยไม่มีผลกระทบต่อสมรรถภาพการผลิต คุณภาพไข่ และต้นทุนค่าอาหารแต่อย่างใดเมื่อเทียบกับกลุ่มที่เลี้ยงด้วยอาหารปกติที่ไม่เสริมไอโอดีน
          ในปัจจุบันคณะวิจัยได้นำเสนอผลงานเพื่อขอความร่วมมือจากภาคอุตสาหกรรมการผลิตอาหารสัตว์ และอุตสาหกรรมอื่น ๆที่เกี่ยวข้อง ให้ได้มีการพิจารณาเสริมไอโอดีนในอาหารไก่ไข่ในระดับที่เหมาะสมจากการศึกษา และถ้าหากสามารถปฏิบัติได้จริง ไข่ไก่ที่ผลิตในประเทศไทยวันละ 12 - 14 ล้านฟอง จะสามารถเป็นแหล่งไอโอดีนแหล่งหนึ่ง นอกจากนี้ยังเป็นการสนับสนุนให้เยาวชนมีการบริโภคไข่ไก่ ซึ่งเป็นแหล่งอาหารธรรมชาติคุณภาพเยี่ยมมากขึ้นอีกด้วย